หน้าแรก สุขภาพ “ทุเรียนเทศ” สมุนไพรมหัศจรรย์! รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

“ทุเรียนเทศ” สมุนไพรมหัศจรรย์! รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

สมุนไพรสุดฮิตที่กล่าวขานกันมากในโลกออนไลน์ขณะนี้คือ “ทุเรียนเทศ” หรืออาจจะเรียกว่า ทุเรียนน้ำ เป็นสมุนไพรที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอดในการรักษาโรคมะเร็งสารพัดชนิด มีคนไข้ที่กล่าวว่าได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าเป็นมะเร็ง และเมื่อได้รับประทานน้ำต้มใบทุเรียนเทศแล้ว ทำให้หายจากโรคมะเร็ง

ซึ่งข่าวนี้ได้มีการส่งต่อในสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลายมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้องเชื่อถือได้หรือไม่ และข้อมูลนั้นมีการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์มาแล้วหรือไม่ ?? วันนี้เราจะมาไขปัญหา และแนะนำให้ท่านรู้จักกับสมุนไพรชนิดนี้กัน

ชื่อสามัญ (ไทย) : ทุเรียนเทศ

ชื่อสามัญ (อังกฤษ) : Sour Sop, Durian belanda

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Annona muricata L.

วงศ์ : Annonaceae

ชื่อท้องถิ่น : ทุเรียนน้ํา (ภาคใต้), ทุเรียนแขก (ภาคกลาง), มะ ทุเรียน (ภาคเหนือ)

“ทุเรียนเทศ” เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกา โดยเป็นพืชที่ชอบอากาศที่มีความชื้นสูง ปัจจุบันปลูกได้ทั่วโลกในประเทศแถบเขตร้อนชื้น จึงนิยมปลูกมากบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอเมริกากลาง ในทวีปเอเชียพบได้ส่วนใหญ่ในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์

สำหรับประเทศไทยพบได้มากทางภาคใต้ ทุเรียนเทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบสีเขียวเข้ม ผลขนาดใหญ่รับประทานได้ เปลือกผลสีเขียว มีหนาม เนื้อสีขาว ในประเทศไทยนําผลแก่มารับประทาน โดยนิยมนําผลอ่อนมาทําแกงส้มและเชื่อม และแถบรัฐปีนังของประเทศมาเลเซีย มีการนำเนื้อผลทุเรียนเทศมาแปรรูปเป็นน้ำทุเรียนเทศเข้มข้นซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งในทางโภชนาการแล้วถือว่ามีคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโทส และยังมีวิตามินบีและวิตามินซี นอกจากนี้ ยังมีการนำใบมาตากแห้งขายเป็นชาชงสำเร็จรูปสามารถหาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาดปัจจุบัน โดยผู้ผลิตส่วนใหญ่ต่างโฆษณาว่าพืชชนิดนี้สามารถต้านมะเร็งได้

แล้วฤทธิ์ของทุเรียนเทศรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ….

ทุเรียนเทศมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งสมอง และมะเร็งเต้านม โดย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ สารกลุ่ม annonaceous acetogenins และสารกลุ่ม isoquinoline alkaloids ซึ่งสารสำคัญกลุ่ม annonaceous acetogenins ที่สกัดได้จากส่วนใบมีมากกว่า 30 ชนิด โดยพบ annonacin เป็นสารหลัก พบได้มากกว่า 70% ซึ่งสารนี้ไม่สามารถละลายในน้ำที่อุณหภูมิห้อง แต่ละลายได้บ้างในน้ำต้ม ส่วนสารกลุ่ม isoquinoline alkaloids ที่พบ ได้แก่ reticuline, coclaurine, coreximine, atherosperminine, stepharine, anomurine และ anomuricin นอกจากนี้ยังพบว่าสารกลุ่ม isoquinoline alkaloids เหล่านี้ มีฤทธิ์ช่วย ระงับประสาท และ ระงับอาการปวดแบบไม่รุนแรงได้อีกด้วย โดยสารทั้งสองกลุ่มนี้พบได้ปริมาณมากในส่วนของใบ ผล และเมล็ด นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆอีก เช่น สารกลุ่ม saponins, condensed tannins, flavonoids และสาร glycosides อื่นๆ

การศึกษาฤทธิ์ของใบทุเรียนเทศในการรักษามะเร็งแบ่งตามชนิดสารสกัด ได้ 2 รูปแบบ คือ

1.) ชาชง หรือ ยาต้ม ใช้น้ำเป็นตัวสกัด

จากงานวิจัยของ Champy และคณะ (2005) จากผลการทดลองพบว่า สาร annonacin จะถูกสกัดออกมาจากเนื้อผลโดยใช้การต้มด้วยตัวทำละลายคือน้ำได้น้อยมาก โดยมีความเข้มข้นเจือจางกว่าเนื้อผลประมาณ 100 เท่า และการที่สาร annonacin ถูกสกัดออกมาด้วยน้ำร้อนได้ เนื่องจากสารนี้มีจุดหลอมเหลวต่ำ ประมาณ 64 oC นั่นเอง ดังนั้น จึงไม่สามารถนำทุเรียนเทศในรูปแบบ ชาชง หรือ ยาต้ม ใช้น้ำเป็นตัวสกัดไปใช้ในประโยชน์รักษามะเร็งได้ เพราะ ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งสูงไม่เพียงพอ หากต้องการใช้รักษามะเร็งจึงต้องใช้ปริมาณสารสำคัญที่สูงมากขึ้น

2.) รูปแบบยาผง หรือ ยาทิงเจอร์ สารละลายอื่นเป็นตัวสกัด เช่น แอลกอฮอล์

สาร กลุ่ม annonaceous acetogenins และ สารกลุ่ม isoquinoline alkaloids สารสำคัญเหล่านี้เป็นสารที่มีขั้วน้อย ถึงขั้วปานกลาง จึงสามารถถูกสกัดได้ด้วยตัวทำละลายที่มีขั้วน้อยหรือขั้วปานกลาง เช่น แอลกอฮอล์ จึงได้สารสกัดออกมาปริมาณสูง ดังนั้น จึงพบงานวิจัยเป็นจำนวนมากที่ศึกษาในสารสกัดแอลกอฮอล์ของใบทุเรียนเทศ ทำให้ได้ปริมาณสารสำคัญสูงเพียงพอต่อการยัยยั้งเซลล์มะเร็ง เช่น งานวิจัยของ Gavamukulya และคณะ (2014) พบว่า สารสกัดที่ได้จากใบทุเรียนเทศด้วยน้ำไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ ในทุกความเข้มข้นขนาดตั้งแต่ 250 จนถึง1250 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) แต่สารสกัดทีใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายมีฤทธิ์ยับยั้งได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดจากใบทุเรียนเทศ

จากการศึกษาของ Arthur และคณะ ( 2011) ศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของน้ำต้มใบทุเรียนเทศในหนูขาวทั้งเพศผู้และเพศเมีย เป็นเวลา 14 วัน พบว่า ขนาดความเข้มข้น 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีผลทำให้น้ำหนักตัวหนูลดลง และทำให้มดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้น และขนาดความเข้มข้น 2,500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีผลเป็นพิษต่อไตเนื่องจากทำให้ระดับเอนไซม์ creatinine สูงขึ้น โดยพบว่าการดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา จะได้รับสารสกัดจากน้ำต้ม 211 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสม หากได้รับปริมาณมากเกินกว่านี้จะเป็นอันตรายได้

นอกจากนี้ในผู้ที่รับประทานสมุนไพรชนิดนี้มากเกินไป สามารถทำให้เป็นโรคพาร์กินสัน (An atypical Parkinson’s disease) โดยสอดคล้องกับงานวิจัยของ Lannuzel และ คณะ (2006) ที่ให้สารสกัด annonacin จากใบเป็นปริมาณมากแก่หนูขาวเป็นเวลา 28 วัน จะเกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อสมอง บริเวณ substantia nigra และ basal ganglia ซึ่งความเป็นพิษนี้จะมีมากกว่าสาร reticuline ซึ่งเป็นสารกลุ่ม Alkaloids ที่ออกฤทธิ์ เป็น Dopamine blocking agent โดยตรง 1,000 เท่า

กรณีผู้ป่วยที่จะบริโภคใบทุเรียนเทศ มีข้อแนะนำดังนี้

1. ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร
2. ควรระวังการใช้ ในกรณีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและรับประทานยาลดความดัน จะต้องติดตามตรวจสอบความดันโลหิต เพราะใบทุเรียนเทศมีผลลดความดันโลหิต (การทดลองในสัตว์ทดลอง) ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยาลดน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้เพราะใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (การทดลองในสัตว์ทดลอง) นอกจากนี้ยังไม่ควรใช้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะพบสารเป็นพิษต่อหัวใจ ได้แก่ สารกลุ่ม Cardiac glycoside และอาจมีผลทำให้เกิดอาการโรคพาร์กินสัน ได้ เนื่องจากมีสารกลุ่ม annonaceous acetogenins ที่มีผลเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อสมอง
3. หากรับประทานในรูปแบบชาชงหรือใช้น้ำต้ม ไม่ควรรับประทานเกิน 3 แก้วต่อวัน และ ติดต่อกันเป็นเวลานา
สรุปเเล้ว….ทุเรียนเทศรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

ในปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางยุโรปมีผลิตภัณฑ์ใบทุเรียนเทศหลายรูปแบบ ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมกับยาแผนปัจจุบันในการรักษาโรคมะเร็ง ได้แก่ รูปแบบชาชง (infusion) โดยรับประทานครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง รูปแบบยาทิงเจอร์ รับประทานครั้งละ 3-4 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง รูปแบบยาผงบรรจุแคปซูล รับประทานขนาด 2 กรัม วันละ 3 ครั้ง

แต่สำหรับประเทศไทยยังมีเพียงรูปแบบชาชงเท่านั้น ซึ่งถึงแม้ว่าการบริโภคใบทุเรียนเทศในรูปแบบยาต้มหรือยาชงจะมีความปลอดภัยมากกว่าการบริโภครูปแบบยาทิงเจอร์ หรือยาดอง หรือยาผงบรรจุแคปซูล แต่จะไม่สามารถช่วยในเรื่องการรักษาโรคมะเร็งได้ประสิทธิภาพดีเพียงพอเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน และจะเห็นได้ว่าจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีงานวิจัยในระดับการศึกษาในคน (clinical trial) ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากสารกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงทั้งต่อเนื้อเยื่อสมองและไต และที่สำคัญในการที่จะพัฒนาเป็นยาได้ จะต้องมีการต่อยอดในเรื่องการสังเคราะห์สารสำคัญให้มีปริมาณมากเพียงพอ

จึงต้องมีการศึกษาข้อมูลมากขึ้นต่อไปในอนาคต ในการที่ประเทศที่ยากจนจะนำใบทุเรียนเทศมาใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง ในการรักษามะเร็ง คงเป็นการแก้ปัญหาที่ประชาชนเข้าถึงยาแผนปัจจุบันได้ไม่ทั่วถึง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง โดยหากนำสมุนไพรชนิดนี้มาเป็นทางเลือก ก็ควรใช้ในปริมาณขนาดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดคือการใช้ยาแผนปัจจุบัน หรือหากต้องการใช้สมุนไพรควบคู่กันต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพื่อที่จะช่วยให้ผลการรักษาเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น


ที่มา: Sharesod

Loading...